การทำพานบายศรี

การทำพานบายศรี หรือ พาขวัญ

มีคำ ผะหยาภาษิต กล่าวตั้งแต่โบราณว่า “ หมกปลาต้องมีครู จี่กะปูต้องมีวาด” ซึ่งหมายความว่าการตกแต่ง หรือทำกิจการใด ๆ ก็ตาม จะต้องมีครูบาอาจารย์สอนสั่ง ลูกศิษย์ที่เรียนรู้ไปจึงสามารถจะทำกิจกรรมนั้นได้อย่างดี เช่นกัน การทำบายศรี หรือ พาขวัญ ในสังคมอีสาน ก็ต้องมีครูบาอาจารย์สอนสั่งพอสมควร ไม่ใช่ใครนึกจะทำก็ได้ เพราะพานบายศรี หรือพาขวัญ ถือว่าเป็นของสูง เป็น           เครื่องมือติดต่อ และสังเวยหรือถวายสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือ เทวดา มิใช่ของใช้ของมนุษย์เรา ดังนั้นจะต้องทำอย่างปราณีต บรรจงและงดงาม และจะต้องมีการครอบจากครูผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้เสียก่อน ไม่เช่นนั้นจะถือว่าขะลำ เพราะโบราณถือว่า บายศรีมีครูแรง ถ้าใครไม่ได้ครอบ(ขออนุญาต) ห้ามทำบายศรีอัปรีย์จะกิน ซึ่งความเป็นจริงน่าจะหมายถึง ความต้องการที่จะให้ผู้เป็นช่างทำบายศรีทั้งหลายได้ตระหนักและเรียนรู้อย่างตั้งใจ สามารถทำได้อย่างงดงาม เหมาะสม เมื่อนำออกไปเพื่อทำพิธีจะได้ไม่ถูกตำหนิ หรือ แสดงออกถึงความไม่สง่างาม แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ บายศรี หรือ พาขวัญ เป็นเครื่องสังเวยเทวดา การติดต่อให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้พออกพอใจ สิ่งเหล่านี้ก็ต้องงดงาม และเป็นสิ่งที่แสดงออกถึงความตระการตา แม้จะถูกใช้เพียงครั้งเดียวเท่านั้นก็ตาม ดังนั้นช่างทำบายศรีทุกคนจะต้องตระหนักในสิ่งนี้ ประการสำคัญแม้สังคมยุคใหม่จะเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้และไร้พรมแดน สามารถเรียนรู้จากสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศได้เกือบทุกเรื่องราวก็ตาม แต่การสอนสั่งที่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ให้ผู้เรียนรู้จักและเคารพครูบาอาจารย์ ถือเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นเพราะจะทำให้เกิดการขัดเกลานิสัยและบุคลิกภาคจากการเรียนรู้และการปฏิบัติที่ครู อาจารย์ได้สอนสั่ง จิตใจที่อ่อนโยน ความเอื้ออาทร ความไม่แข็งกระด้าง ของคนรุ่นใหม่ ก็จะได้จากการเรียนรู้จากการสอนสั่งแบบไทย ๆ ที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างแท้จริง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ยังถือว่ามีคุณค่าอย่างมากมายให้แก่สังคมไทย การได้ใช้กิจกรรมทางด้านวัฒนธรรมเป็นเครื่องมือเพื่อให้คนรุ่นใหม่รับเอาแบบแผนการดำเนินชีวิต จากการเรียนรู้แบบการพาเฮ็ดพาทำ จะทำให้พวกเขารับเอาโดยอัตโนมัติ ไม่เป็นการฝืนใจหรือบีบบังคับ สิ่งใดก็แล้วแต่ที่เกิดจากการให้โดยไม่บังคับ ก็จะทำให้การเรียนรู้เป็นไปด้วยดีและติดตัวไปและเกิดประโยชน์ต่อผู้เรียนรู้อย่างแท้จริง

จะทำคุณค่า ของ บายศรี ให้เป็นมูลค่า ในโลกยุคไร้พรมแดนได้อย่างไร

ในภาวะของโลกปัจจุบันที่ความทันสมัยและเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นตัวกำหนดให้พวกเราเดินตาม จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเดินตามโลกอย่างมีสติ และในขณะเดียวกันก็จะต้องเปลี่ยนอุปสรรคหรือปัญหาให้เป็นโอกาสให้ได้ โดยเฉพาะการนำศักยภาพท้องถิ่น ที่เป็นทั้งภูมิปัญญาและ องค์ความรู้ต่าง ๆ มาปรับเปลี่ยนให้สามารถนำมาใช้ในโลกยุคใหม่ โดยให้เกิดมูลค่าจากสิ่งเหล่านั่นด้วย เรื่องของบายศรี หรือ พาขวัญ ก็เช่นกัน ก็ต้องนำมาสร้างกิจกรรม หรือ สิ่งของ ให้มีมูลค่า ให้ได้ เช่นกัน ยกตัวอย่างให้เห็นเป็นรูปธรรม หากนึกไม่ออก ก็มีรายกรณี กล่าวคือ

1. งานประเพณีผูกเสี่ยวของจังหวัดขอนแก่น องค์ประกอบสำคัญก็คือ การสู่ขวัญ ซึ่งจะต้องใช้              พานบายศรีเป็นเครื่องประกอบสำคัญ เราสามารถที่จะทำพานบายศรีหลายพานในงานนี้และสามารถที่จะทำการประกวดพานบายศรีในงานนี้ได้เช่นกัน ก่อให้เกิดการพัฒนา พานบายศรี ได้อีกกระบวนการหนึ่งด้วย และที่สำคัญ การทำ พานบายศรีขนาดเล็ก เพื่อเป็นของที่ระลึกในขนาดต่าง ๆ ก็น่าจะเป็นเครื่องเตือนใจ ให้แก่คู่เสี่ยวทั้งหลายได้นำไปเป็นสัญลักษณ์แห่งความผูกพันธ์ แทนพิธีกรรมดังกล่าวได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งน่าจะสร้างมูลค่าให้เป็นของที่ระลึกในงานผูกเสี่ยว ได้เป็นอย่างดี ของจังหวัดขอนแก่น

2. งานบุญเบิกฟ้า ของจังหวัดมหาสารคาม ก็มีการใช้บายศรีขนาดใหญ่ในพิธีกรรมดังกล่าวเช่นกัน และเคยมีการประกวดบายศรี โดยให้แต่ละอำเภอได้จัดทำขึ้นมาเพื่อร่วมพิธีกรรมเบิกฟ้า ซึ่งจัดในวันออกใหม่ ขึ้น 3 ค่ำ เดือน 3 การกระทำพิธีบูชาเทวดาและแม่พระโพสพ ก็ได้ใช้บายศรีเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับเกษตรกรรม โดยเฉพาะการปลูกข้าวถือเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง ดังนั้นการประกวดบายศรี การทำบายศรีให้เป็นเครื่องมือ บูชาเทวดา โดยทำด้วยวัสดุที่คงทนอยู่ได้นานเพื่อให้ชาวนาได้นำกลับไปบูชาที่ไร่นาของตนเอง ก็น่าจะเป็นสิ่งที่พึ่งกระทำได้ หรือให้เป็นของที่ระลึกและนำกลับไปเป็นของเพื่อให้เกิดสิริมงคลบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่บ้านก็น่าจะเป็นไปได้เช่นกัน

3. งานบูชานมัสการพระธาตุพนม พระธาตุเชิงชุม และงานบูชาพระธาตุนาดูนจำปาศรี ก็ได้ใช้พานบายศรีขนาดใหญ่ในงานพิธีกรรมดังกล่าวเช่นกัน งานเหล่านี้บายศรีขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก จะขายได้เพื่อให้พุทธสาสนิกชน ได้นำไปถวายและเป็นพุทธบูชาในงานดังกล่าวได้เป็นอย่างดี ซึ่งหากทำเป็นระบบมีการจัดการที่ถูกต้อง ช่างทำบายศรี หมู่บ้านทำบายศรี ผู้ที่เกี่ยวข้องกับบายศรี รวมทั้งวัดและพระธาตุ ก็จะได้มูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างเป็นกอบเป็นกำ และเป็นสิ่งที่สังคมย่อมรับได้

4. การบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในท้องถิ่น ศาลเจ้าพ่อมเหศักดิ์ หลักเมือง ผีปู่ตา กู่ต่าง ๆ ก็ล้วนแต่มีบายศรี เข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนั้นสิ่งเหล่านี้หากช่วยกันคิดช่วยกันทำและทำอย่างสร้างสรรค์ เชื่อว่าจะมีเม็ดเงินเข้าสู่ท้องถิ่นได้อย่างมากมาย

5. การสร้างให้เป็นสัญลักษณ์สำคัญของท้องถิ่นและพัฒนาเป็นของที่ระลึกก็ทำได้เช่นกัน หากใครเป็นคนอีสาน สัญลักษณ์ที่เป็นของท้องถิ่นอีสาน ที่พัฒนาเป็นของที่ระลึกและขายได้ ประเภทเครื่องดนตรี น่าจะเป็นสิ่งของที่มีอยู่ในตลาดและสามารถขายได้มานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็น แคน โหวด โปงลาง ขลุ่ย ขนาดเล็ก เป็นสิ่งของขายได้ ประเภทสินค้าที่ระลึกการท่องเที่ยวในภาคอีสานแล้ว ทำไมจะทำให้ บายศรี หรือ พาขวัญ ขายได้เช่นเดียวกับของเหล่านั่น ซึ่งในปัจจุบัน บายศรีก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของอีสานแล้ว เช่น ที่สวนสุรนารี บริเวณลำตะคอง ก็มีพานบายศรีโดดเด่นเป็นสง่างดงาม เป็นประติมากรรมที่มองจากเส้นทางแล้วดูอลังการมาก เช่นเดียวกับที่โรงแรมเพชรรัตน์การ์เด้นส์ จังหวัดร้อยเอ็ด ก็มีประติมากรรม พานบายศรี ตั้งอยู่บริเวณห้องพักคอย โถงขนาดใหญ่ นักท่องเที่ยวเมื่อเดินเช้าไปเช็คอิน ก็จะมองเห็นทันที นับว่านำมาประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสมและดูด

สรุป

ดังนั้นเมื่อถึงวันนี้ เราก็คงจะต้องฝึกการทำบายศรีให้เกิดความถนัดและสวยงามยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันก็ต้องช่วยกันระดมกำลังสมองว่า เราจะพัฒนางานบายศรีมารับใช้สังคมยุคแห่งการเรียนรู้ และไร้พรมแดนได้อย่างไร จะนำคุณค่าของงานศิลปกรรมซึ่งเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นมาสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างไร โดยทำให้คนในแวดวงแห่งการทำบายศรีสามารถลืมตาอ้าปากได้ ในขณะ           เดียวกันงานที่พัฒนาจากแนวคิดและจินตนาการ ซึ่งเป็นงานศิลปะเฉพาะที่เกิดจากศิลปินได้สร้างขึ้นมา จะได้ถูกดูแลความคิดสร้างสรรค์เหล่านั่น ในด้านการจดทะเบียน สิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ ของผลงานที่สร้างสรรค์ให้เกิดขึ้น จะต้องช่วยกันคิดถึงวิธีการร่วมมือถึงการคุ้มครองให้ได้ เพราะมิฉะนั้นเมื่อมีการทำและสามารถขายได้จนเป็นของที่ระลึก บายศรีที่มีลักษณะเฉพาะเกิดจากจินตนาการของช่างคนใดคนหนึ่งก็สมควรได้รับค่าสิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ ของทางทรัพย์สินทางปัญญาดังกล่าวด้วย ซึ่งพวกเราช่างบายศรีต้องช่วยกันคิดในเรื่องนี้ช่วยกัน เพราะมิฉะนั้น เราคงเป็นเพียงแค่ผู้ถูกจ้างทำงานศิลปะเท่านั่นเอง

เอกสารอ้างอิง

1. พิธีบายศรีสู่ขวัญ จาก http://www.google.co.th/search?q=cache:oWMq1vle7c0J:student.stjohn.ac.t…

2. พิธีบายศรีประเพณีอันงดงามของท้องถิ่น จาก http://www.everykid.com

3. ประเพณีการสู่ขวัญ จาก http://www.isangate.com

รูปพานบายศรีที่สวยงามมากๆ

About these ads
เรื่องนี้ถูกเขียนใน พานบายศรี และติดป้ายกำกับ , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s